3 คำถาม-คำตอบ Self-Compassion จากปาก Kristen Neff

เก็บตกจาก Gathering with Kristen Neff

Screenshot

Neff คือ คนที่บุกเบิกงานวิจัยด้าน Self-Compassion ให้มีกรอบแนวคิด มีมาตรวัด และนำไปขยายผลต่อได้ในหลายโอกาส หลายวงการ

———–

เมื่อคืน 00.00 – 01.30 AM ได้เข้าวงพบปะกับ Neff

มีโอกาสได้ขึ้น Q&A Session ถาม 1 คำถามกับ Neff ด้วย

(Energy Neff มาเต็มมาก แล้วข้อมูลคือหลั่งไหลพรั่งพรู)

เลือกมา 3 คำถามมาแบ่งปันกัน

.

1. ในการนำเรื่อง “ความเมตตาต่อตนเอง” (Self-Compassion) เข้าไปในองค์กร เราควรจะมีตัวชี้วัด หรือ การประเมิน ROI แบบไหน ที่จะทำให้ผู้บริหารหรือผู้นำทางธุรกิจ เลือกที่จะสนับสนุนให้เกิด Self-compassion ในองค์กร / และผู้นำอาจจะรู้สึกว่า Self-compassion จะทำให้คนเลิกแข่งขัน ไม่ทะเยอทะยานที่จะทำผลลัพธ์ให้ทะลุเป้าหรือเปล่า ?

– หากผู้นำไม่คุ้นเคยกับ “Self-compassion” ให้ใช้คำว่า “Inner Strength Training” หรือ “Resilience Training” แทนได้ โดยบอกว่า มันช่วยให้พนักงานรับมือกับความเครียด ความยากลำบาก ลดโอกาสเกิดภาวะหมดไฟ (burnout) การลาออก ลางาน

– ลดความวิตกกังวล : เวลาที่เกิดความผิดพลาด ล้มเหลว ความวิตกกังวลจะไปทำให้ working memory ถูกรบกวน คนเราไม่สามารถดึงศักยภาพสูงสุดออกมาได้

.

– Self-compassion ช่วย shift focus ของ motivation จากเดิมที่แรงจูงใจจะผูกกับ “เดี๋ยวเสียหน้า” “กลัวผิดพลาด” เปลี่ยนมาเป็นรูปแบบที่ “ใจดีกับตัวเอง” (Kindness) มากขึ้น เช่น ถ้าเป็นนักกีฬา แทนที่จะกดดันว่าจะต้องได้เหรียญทองหรือต้องชนะ ก็จะกลายเป็นฉันจะทำให้เต็มที่ด้วยความใส่ใจ ไม่ว่าจะได้เหรียญทองหรือไม่ฉันก็จะยังเป็นคนที่มีคุณค่า

.

– ถ้าเป็นธุรกิจไม่ว่ายอดขายจะถึงเป้าไหม ฉันก็ยังเป็นฉันที่มีคุณค่า แต่ที่ฉันทำ เพราะฉันใส่ใจ ห่วงใย เพราะนี่คืองานที่รัก — เมื่อเรา compassionate แล้ว เราจะใส่สุดเต็มที่ เต็มศักยภาพที่มี ซึ่งไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยความกลัว หรือ ถ้าไม่ทำแล้วเดี๋ยวไร้ค่า แต่เราทำเพราะเรารัก หวงแหน ใส่ใจ ห่วงใย คนอื่น ๆ ต่างหาก

.

– ช่วยลด Performance anxiety เมื่อคนเราไม่ถูกครอบงำด้วยความกดดันจากการกลัวจะไม่สำเร็จ กลัวจะล้มเหลว ก็ทำให้เรามีสมาธิมากขึ้น แก้ปัญหาต่าง ๆ ได้ดีขึ้น — ผลลัพธ์ก็จะกลับกลายเป็นสูงขึ้นซะด้วยซ้ำ

.

– มี Constructive criticism คือ มีการวิพากษ์วิจารณ์ในแบบที่เป็นประโยชน์ นำไปพัฒนาต่อได้ เช่น ผลงานไม่ดีเราจะปรับปรุงอะไร เราจะเรียนรู้จากความผิดพลาดได้ว่าอะไร เปลี่ยนจาก performance orientation เป็น learning orientation คือมุ่งเน้นที่การเรียนรู้ เราจะเรียนรู้ได้อย่างไร ? เราจะเติบโตเป็นอะไร ? เราจะเป็นคนที่ดีกว่าเก่าและไปยังตัวเราที่ดีที่สุดได้อย่างไร ?

– Neff แนะนำต่อว่า ไม่ว่าในวงการกรีฑา หรือ ธุรกิจ การมี leader หรือ coach เข้ามาเรียนรู้เรื่อง self-compassion สำคัญ เพื่อสร้างให้เกิดการขยับปรับวัฒนธรรม เพราะมันจะเกิดพฤติกรรมที่เล็ก ๆ ย่อย ๆ ให้กลายเป็นสิ่งที่องค์กรยอมรับได้ในที่สุด

————————–

2. ถ้าเราอยากจะเริ่มฝึก Self-compassion หรือ ความเมตตากรุณาต่อตัวเอง เริ่มต้นยังไงดี ?

– Neff บอกว่า Self-compassion มันออกจะพลิกกลับตาลปัตรอยู่หน่อย (เนฟไม่ได้รู้จักตาลปัตรจริงหรอกนะ) Self-compassion feels “radical” เพราะไม่ใช่สิ่งที่วัฒนธรรมหรือการที่เราเติบโตมาจะหล่อหลอม ปลูกฝัง สั่งสอน

.

– สมองปลูกฝังมาในโหมด เอาชีวิตรอด ไม่ใช่ การใจดีกับตัวเอง

.

– เมื่อเรารู้สึกถึงภัยหรือบางสิ่งที่คุกคาม เราจึงพยายามตำหนิติโทษตัวเอง (criticism) เราละอายว่าตัวเราไม่ดีพอไม่เก่ง (shame) และก็คิดวนซ้ำแบบนั้น (rumination)

การค่อย ๆ เริ่ม

.

ข้อ 1 : ยอมรับว่าการที่เรายังไม่มีเมตตากรุณาต่อตัวเองมันก็เป็นเรื่องปกติ ที่คนทั่วไปก็จะเป็นได้ เราจึงเมตตาที่เรายังไม่สามารถเมตตาต่อตัวเองได้ นี่คือเป็นก้าวแรก “Have compassion for not being self-compassionate”

.

ข้อ 2 : เริ่มจากสิ่งเล็ก ๆ ทำงานกับระบบประสาท

– เราไม่ได้ต้องนั่งสมาธิ ภาวนายาว ๆ หรือ การฝึกอบรมอะไรที่เป็นทางการ แต่บางคนก็จะแนะนำให้เริ่มจาก “สัมผัสทางกาย” (Physical touch) ก่อน เช่น เอามือมาทาบที่หัวใจ สัมผัสที่ใบหน้า กอดตัวเอง ลูบเล่นกับหมาแมว อาบน้ำอุ่น ๆ ละมุนตัว (เพราะสมองแปลความ “การสัมผัส คือ ความห่วงใย”

.

– งานวิจัยของ UC Berkeley พบว่า การแตะสัมผัสแบบนุ่มนวลมีเมตตาวันละ 20 วินาที และ ฝึกเสียงในหัวให้พูดกับตัวเองแบบใจดี ทำต่อเนื่องเพียงหนึ่งเดือน ทำให้ self-compassion ในบุคคลนั้นเพิ่มขึ้นได้อย่างมีนัยยะสำคัญ

.

ข้อ 3 : เลือกใช้ภาษาที่ทะนุถนอมกับตัวเอง และผู้คน

.

– ถ้าเพื่อนของเราเจอกับสถานการณ์แบบเดียวกัน เราจะพูดกับเพื่อนว่าอะไร ?

ให้เอาคำพูดนั้นมาปลอบใจ มาเยียวยา โอบอุ้ม และ โอบรับตัวเอง มากกว่า การตำหนิ กล่าวโทษ

.

ข้อ 4 ในกระแสที่สังคมพยายามปลูกฝังและหล่อหลอมว่า คุณค่าของตัวเรา มาจากรูปลักษณ์ (Appearance) มาจากการประสบความสำเร็จ (Achievement) และ มาจากความเป็นที่นิยม (Popularity) ทำให้เรารู้สึกว่า ถ้าเราหยุดทำ หรือ ถ้าทำแล้วไม่ดี เราจะไม่มีคุณค่า

.

แต่แท้จริงแล้ว เราเป็นมนุษย์ที่มีคุณค่า มนุษย์นั้นไม่สมบูรณ์แบบ ทำผิดพลาดอยู่เสมอ และมักจะติดขัดและต้องเผชิญความยาก เป็นเรื่องปกติ

.

“เด็กทารกที่เพิ่งคลอดออกมา ยังไม่ได้ทำงาน ไม่ได้มีอะไรที่ประสบความสำเร็จเลย แต่ทำไมเราถึงมอบความรักให้ได้ ยอมรับคุณค่าของชีวิตนั้นได้

.

ข้อ 5 เมื่อเรายอมรับได้ว่าเราเป็นมนุษย์ที่ไม่สมบูรณ์ การ “ให้อภัย (Forgiveness) จึงเข้ามามีบทบาท การที่สามารถให้อภัยได้เป็น คือ การยอมรับว่ามนุษย์ก็มีตำหนิและจุดบกพร่องเสมอ

.

การให้อภัย-การเมตตาต่อตนเอง-การยอมรับในความไม่สมบูรณ์ของมนุษย์ จึงมักไม่แยกขาดจากกัน (inseparable)

.

——————

.

3. เราจะเริ่มสอนและทำให้เด็กเรียนรู้เกี่ยวกับ Self-Compassion เราควรทำอย่างไรดี

.

– เรื่องราวนามธรรมอย่าง “ความเมตตากรุณาต่อตนเอง” อาจเข้าใจยากสำหรับเด็ก เพราะการสื่อสารสำหรับเด็ก ๆ ควรจะต้อง จับต้องได้ เห็นภาพ สอดคล้องเกี่ยวข้องกับบริบทชีวิต และสนุก

.

ข้อ 1 Compassion Avatar การสอนโดยมีตัวละครที่เมตตากรุณาเป็นแก่น เป็นสิ่งที่ใช้ในการสอนเด็ก ๆ เช่น การใช้ตุ๊กตา การใช้รูปสัตว์ กระต่าย หนู แมว ลิง

– ใช้สัตว์ในการฝึกฝนและสอน โดยฉายภาพว่า “เสียงที่เป็นมิตรและมีเมตตาจะเป็นอย่างไร“ เช่น เจ้ากระต่ายแสนใจดี จะตอบกลับมาว่าอะไร เวลาที่เราทำผิดพลาด

.

– การสอน “ความเมตตากรุณาต่อตนเอง” ในเด็ก ไม่ใช่การอธิบายนิยาม หรือ โมเดลทางทฤษฎี แต่คือการพูดถึงเกี่ยวกับ “ความอบอุ่น, สัญลักษณของความใจดีใจดี, ความผิดพลาดเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้, ผิดพลาดไม่ใช่เรื่องที่คุกคามเป็นอันตราย อนุญาตให้ผิดพลาดและเรียนรู้จากสิ่งที่เกิดได้

—————————-

Thank you Neff !